ปัจจุบันนี้วัยรุ่นได้มีค่านิยมในทางที่ผิดหลายเรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องเครื่องสำอางความสวยความงาม วัยรุ่นสมัยนี้จะนิยมการแต่งหน้าและการแต่งตัวที่จัดจ้านขึ้น และบางคนเมื่อมีการแต่งตัวที่จัดจ้านแล้วก็ต้องนึกถึงผิวพรรณของตนเอง บางคนเป็นประเภทผิวสองสี ผิวคล้ำ จึงใช้วิธีแก้ปัญหาโดยการซื้อยาที่เร่งให้ผิวขาวมากินโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่มีต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแบบชนิดเม็ด หรือเป็นการฉีดวิตามินเข้าเส้นเลือด แต่ตัวยาที่เป็นที่นิยมและมีคนรู้จักกันมากที่สุดเห็นจะเป็น ‘ กลูต้าไธโอน ’ ซึ่งมีราคาถูก หาซื้อได้ง่าย และเห็นผลเร็ว แต่ผลเสียที่ตามมาก็มีมากมายเพราะตัวยาที่ได้ไม่มีคุณภาพเพียงพอและผู้ใช้ก็ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวยาหรืออาจะถูกพ่อค้าแม่ค้าหลอกให้ซื้อโดยอ้างสรรพคุณต่างๆเพื่อล่อตาล่อใจผู้ซื้อ บางคนใช้แล้วอาจจะเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง หรือบางคนถึงขั้นเสียชีวิตก็มี
กลูต้าไธโอน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้ตับขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และยังนำมารักษาโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ข้ออักเสบ โรคพาร์กินสัน โรคตับ โรคไต โรคเอดส์ ภาวะเป็นหมันในเพศชาย และภาวะหูตึงจากเสียงดัง ผลข้างเคียงทำให้ผิวขาว แต่ในหมู่คนรักสวยรักงามอวดอ้างกันว่าเป็นยาที่ทำให้ขาว จากการศึกษาตามเว็บไซต์และเอกสารต่างๆ พบว่า การแบ่งชนิดของยาที่ทำให้ผิวขาวจะมีทั้งยาสำหรับกินและยาสำหรับฉีด ซึ่งลักษณะของยาฉีดจะมีอานุภาพส่งผลให้ผิวขาวเร็วกว่าการยากิน ยาชนิดที่กินจะแบ่งออกเป็นยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะที่ คือ ยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะหน้าและยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะตัว ส่วนใหญ่จะมีการนำสารกลูตาไธโอนมาใช้ในคลินิก ซึ่งเป็นอันตราย ถ้าฉีดแล้วทำให้เกิดอาการแพ้ หรือถ้ารุนแรงกว่านั้น ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ยืนยัน และไม่มีการทำการศึกษาและทำการวิจัยอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่มีการรับรองการใช้ยากลูตาไธโอน ไม่มีการสนับสนุนทางการแพทย์ เป็นเพียงการรายงานการวิจัยที่ไม่ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบ การมีผิวคล้ำใช่ว่าจะมีผลเสียเสมอไป แต่กลับมีผลดีด้วยซ้ำ เพราะสามารถป้องกันแสงยูวีได้ ที่สำคัญคนผิวคล้ำเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าคนผิวขาว
นายแพทย์ชลทิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวให้ข้อคิดกับสาวที่อยากสวยด้วย กลูต้าไธโอน ว่า'ขอให้ยึดหลักสำคัญว่าการฉีดสาร กลูต้าไธโอน หรือสิ่งต่างๆ เข้าร่างกายนั้นมีหลักสำคัญข้อเดียวคือ นำเข้าสู่ร่างกายก็ต้องสามารถเอาออกได้ ถ้าเอาเข้าแล้วเอาออกไม่ได้ หรือไม่สลายตัวไปเองถือว่าไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น เพราะเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในเรื่อง "กลูต้าไธโอน (glutathione)" นั้น นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย บอกว่า เท่าที่ทราบมีการขาย กลูต้าไธโอน เกลื่อนตามเว็บไซต์ ราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงเป็นหมื่นบาท ที่น่ากลัวคือมีการแนะนำวิธีฉีด กลูต้าไธโอน และอวดอ้างสรรพคุณจนทำให้คนที่อยากขาวเกิดความสนใจ และซื้อหาสาร กลูต้าไธโอน ไปทดลองทั้งฉีดและกินเพื่อให้ตัวขาว ก็ขอแจ้งให้ทราบว่าไม่เป็นความจริง '
นายแพทย์ชลทิศ บอกว่า ' ความจริงแล้วปกติร่างกายจะสร้าง กลูต้าไธโอน ได้เอง จากสารอาหารธรรมชาติที่รับประทานเข้าไป เช่น เนื้อสัตว์ ผักสีเขียว รวมทั้งสมุนไพรอย่างอบเชย เป็นต้น เนื่องจากมันมีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ หรือสารพิษต่างๆ จากร่างกาย นอกจากนี้ ยังป้องกันความเสื่อมและเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายอีกด้วย
ถึงแม้การฉีด กลูต้าไธโอน จะไม่ส่งผลอันตรายโดยตรงกับร่างกาย แต่การใช้เข็มฉีดเข้าตัวเองกันอย่างแพร่หลาย โดยไม่ระมัดระวังและคำนึงถึงสุขอนามัยแล้ว อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกนับไม่ถ้วน '
นายแพทย์
ถึงแม้การฉีด กลูต้าไธโอน จะไม่ส่งผลอันตรายโดยตรงกับร่างกาย แต่การใช้เข็มฉีดเข้าตัวเองกันอย่างแพร่หลาย โดยไม่ระมัดระวังและคำนึงถึงสุขอนามัยแล้ว อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกนับไม่ถ้วน '
ประสบการณ์จากผู้ใช้กลูต้าไธโอน
"ตู่" นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและอดีตพนักงานเชียร์สินค้า เล่าให้ฟังว่า การกินยาที่ทำให้ผิวขาวมีกระแสมานานแล้ว โดยรู้จักกันในชื่อของ "สารขาว" ซึ่งช่วงที่กระแสความนิยมพุ่งสูงราคายาจะตกอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อกล่อง จากนั้นก็ลดลงเป็นลำดับ โดยขณะนี้ราคาเหลืออยู่ประมาณ 1,200 บาทต่อกล่อง
"ส่วนใหญ่คนที่กินยาชนิดนี้จะเป็นเพศที่ 3 ผู้หญิงมีบ้างแต่ไม่มากนัก เท่าที่ทราบก็มีกินกันในหมู่เด็กนักเรียน นักศึกษา พริตตี้ หรือแม้แต่คนวัยทำงานบ้าง สำหรับตู่เองกินยาทำให้ผิวขาวมาได้ 3 สัปดาห์แล้ว โดยยาที่ซื้อมากินจะมี 60 เม็ด กินวันละ 2 เม็ด เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ หลังจากนั้น ก็ลดเหลือกินวันละ 1 เม็ด"
ตู่ เล่าอีกว่า ก่อนที่จะซื้อยามากินก็อ่านข้อมูล รายละเอียดของยาชนิดนี้ และไปขอข้อมูลจากบูธที่วางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ตอนนี้ยังไม่เห็นผล เพราะยาที่กินจะเห็นผลช้า เนื่องจากตัวยามีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์แรงมากนัก ต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หรืออาจจะน้อยหรือนานกว่านั้นแล้วแต่สภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ เธอยังอธิบายให้ฟังอีกว่า จากการศึกษาตามเว็บไซต์และเอกสารต่างๆ พบว่า การแบ่งชนิดของยาที่ทำให้ผิวขาวจะมีทั้งยาสำหรับกินและยาสำหรับฉีด ซึ่งลักษณะของยาฉีดจะมีอานุภาพส่งผลให้ผิวขาวเร็วกว่าการยากิน ยาชนิดที่กินจะแบ่งออกเป็นยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะที่ คือ ยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะหน้าและยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะตัว
เมื่อถามว่า ยาที่กินจะส่งผลกระทบข้างเคียงไหม ตู่ บอกว่า "ก็รู้ว่ามีผลข้างเคียง ข้อเสียของการกินยาก็มีเยอะ คือ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เลือดแข็งตัว เม็ดเลือดทำงานไม่ปกติ แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่ายาทุกชนิดที่เรากิน ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ไข้ ยาแก้ปวดหัว ยารักษาสิว หรืออาหารเสริมชนิดต่างๆ ก็มีผลข้างเคียงทั้งนั้น จึงไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ แต่ก็พยายามหาข้อมูลก่อนกิน และถามผู้ที่เคยกินว่ามีผลหลังจากการกินอย่างไรบ้าง และคิดว่าเมื่อกินหมดกล่องครบทั้ง 60 เม็ดแล้วก็จะซื้อมากินต่อเรื่อยๆ"
"ส่วนใหญ่คนที่กินยาชนิดนี้จะเป็นเพศที่ 3 ผู้หญิงมีบ้างแต่ไม่มากนัก เท่าที่ทราบก็มีกินกันในหมู่เด็กนักเรียน นักศึกษา พริตตี้ หรือแม้แต่คนวัยทำงานบ้าง สำหรับตู่เองกินยาทำให้ผิวขาวมาได้ 3 สัปดาห์แล้ว โดยยาที่ซื้อมากินจะมี 60 เม็ด กินวันละ 2 เม็ด เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ หลังจากนั้น ก็ลดเหลือกินวันละ 1 เม็ด"
ตู่ เล่าอีกว่า ก่อนที่จะซื้อยามากินก็อ่านข้อมูล รายละเอียดของยาชนิดนี้ และไปขอข้อมูลจากบูธที่วางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ตอนนี้ยังไม่เห็นผล เพราะยาที่กินจะเห็นผลช้า เนื่องจากตัวยามีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์แรงมากนัก ต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หรืออาจจะน้อยหรือนานกว่านั้นแล้วแต่สภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ เธอยังอธิบายให้ฟังอีกว่า จากการศึกษาตามเว็บไซต์และเอกสารต่างๆ พบว่า การแบ่งชนิดของยาที่ทำให้ผิวขาวจะมีทั้งยาสำหรับกินและยาสำหรับฉีด ซึ่งลักษณะของยาฉีดจะมีอานุภาพส่งผลให้ผิวขาวเร็วกว่าการยากิน ยาชนิดที่กินจะแบ่งออกเป็นยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะที่ คือ ยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะหน้าและยาที่กินแล้วทำให้ขาวเฉพาะตัว
เมื่อถามว่า ยาที่กินจะส่งผลกระทบข้างเคียงไหม ตู่ บอกว่า "ก็รู้ว่ามีผลข้างเคียง ข้อเสียของการกินยาก็มีเยอะ คือ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เลือดแข็งตัว เม็ดเลือดทำงานไม่ปกติ แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่ายาทุกชนิดที่เรากิน ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ไข้ ยาแก้ปวดหัว ยารักษาสิว หรืออาหารเสริมชนิดต่างๆ ก็มีผลข้างเคียงทั้งนั้น จึงไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ แต่ก็พยายามหาข้อมูลก่อนกิน และถามผู้ที่เคยกินว่ามีผลหลังจากการกินอย่างไรบ้าง และคิดว่าเมื่อกินหมดกล่องครบทั้ง 60 เม็ดแล้วก็จะซื้อมากินต่อเรื่อยๆ"
เป็นบทความที่น่าสนใจ
ตอบลบเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว
เป็นเรื่องที่วัยรุ่น นิยมทำกันมาก น่าสนใจมากครับ
ตอบลบ(ผมเองก็อยากขาวมั่งอ๊ะ)
วัยรุ่นดูแล้ว ควรพิจารณาคับ
ตอบลบดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วให้ข้อคิดเยอะเลย
ตอบลบเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากเลยค่ะ
ตอบลบเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากคับ ได้ข้อคิดดีๆ เตือนใจ
ตอบลบน่าสนใจจริงๆค้ะ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไหร่ เนื้อหาดีค้ะ
ตอบลบดีมากเลยค่ะ จะได้ช่วยเตือน เพราะวัยรุ่นสมัยนี้อยากขาวเยอะ
ตอบลบก็ดีนะครับ ^^
ตอบลบดีมากเลยค่ะ เพราะสมัยนี้วัยรุ่นมีค่านิยมที่ผิดๆ
ตอบลบดีมาก จำทำให้คนบางคนตาสว่าง
ตอบลบเป็นเรื่องที่ไกล้ตัว ที่สมควรรู้และสมควรบอกต่อ
ตอบลบเนื้อหาดีมากเลยค่ะ
มันสุดยอดมากกกกกก ! 555
ตอบลบเนื้อหาดีมาก
ตอบลบวัยรุ่นชอบกานจริงเลย
ตอบลบเนื้อหาดีมากๆๆค่ะ ขอบคุนน่ะค่ะ
ตอบลบเนื้อหาดีมาก
ตอบลบเนื้อหาดีมาก ขอบคุณนะที่หาความรู้ดีๆมาแบ่งปันกัน
ตอบลบสวยงามคับ
ตอบลบ